เจอคนพูดไม่รู้เรื่อง เราต้องเมตตา
เขียนไปเรื่อย เมื่ออยากเขียน บันทึกไว้เป็นไดอารี่ :P อีเมล : aun@deepbeepmynd.com
เวลาเราเจอคนที่คิดช้า จับประเด็นไม่ทัน หรือไม่สามารถเชื่อมโยงเหตุและผลของเรื่องที่กำลังพูดคุยกันได้อย่างที่เราคาดหวัง บางครั้งเราอาจหงุดหงิด รำคาญ แล้วเราก็จะรู้สึกว่า ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงไม่เข้าใจ, ทำไมต้องอธิบายซ้ำหลายครั้ง หรือคนคนนี้เป็นอะไรของเค้าวะ… พูดไม่รู้เรื่องไอ่เวนนนน!!
ผมคิดว่าความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อเราต้องสื่อสารกับใครสักคนแล้วพบว่ากระบวนการคิดของเขาไม่สามารถดำเนินไปพร้อมกับเราได้ เช่น สมมติเราพูดถึงเหตุผลข้อหนึ่ง ข้อสอง สามสี่ ห้า หก…เก้าสิบเก้าล้าน.. แต่เขายังมองไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเหล่านั้น ก็คือคิดตามไม่ทัน จนทำให้การพูดคุยกันที่ควรจะดำเนินไปข้างหน้ากลับต้องหยุดอยู่กับที่ เพราะคุณคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง (เค้าอะไม่รู้เรื่อง 5555+)
เมื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายๆ ครั้ง .. เราอาจเริ่มประเมินความสามารถของคนคนนั้นในแง่ลบ และในบางครั้ง เราก็อาจเผลอลดทอนคุณค่าของคนๆ นั้น ไปด้วย เพราะเค้าช่างดูโง่ในสายตาเราเสียเหลือเกิน แต่สิ่งที่ผมอยากชวนให้คิดต่อก็คือ แล้วทำไมคนที่คิดช้า เชื่อมความสัมพันธ์ของข้อมูลไม่ได้ มันมีสาเหตุมาจากอะไร? เมื่อเราตั้งคำถาม เราก็จะลดความโมโห ลงได้ นำไปสู่การหาคำตอบ เมื่อได้คำตอบก็จะก่อให้เกิดความเข้าใจ และกลายเป็นความเมตตาในที่สุดคับผม
ปัญหาการคิดช้าของคนคนหนึ่ง สำหรับผม หากไม่ได้มีข้อจำกัดทางร่างกาย สมอง หรือปัจจัยด้านสุขภาพที่ส่งผลต่อกระบวนการคิด ผมมองว่าส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการที่คนเหล่านี้ไม่ค่อยได้ผ่านกระบวนการฝึกคิดอย่างเป็นระบบ เช่น อ่านหนังสือน้อย, สังเกตสิ่งรอบตัวน้อย, ไม่ค่อยตั้งคำถามกับสิ่งที่พบเจอในชีวิตประจำวัน, ไม่รู้จักการคิดต่อยอด หรือไม่ค่อยได้ฝึกคิดเชิงวิพากษ์
ลองนึกภาพตามนะครับว่า ถ้าเราอ่านหนังสืออยู่เป็นประจำ เราจะได้พบกับแนวคิดใหม่ ๆ ได้เรียนรู้วิธีมองปัญหาจากหลายมุม และได้เห็นว่าคนคนหนึ่งสามารถใช้เหตุผลอะไรในการอธิบายสิ่งต่าง ๆ ได้บ้าง เมื่อเราอ่านมากขึ้น เราก็จะมีข้อมูลในหัวมากขึ้น และเมื่อมีข้อมูลมากพอ เราก็จะเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น .. คือสมองได้คิด มันไม่ตื้อออ ไม่อื้อออ นั่นเอง
เช่นเดียวกันกับการสังเกตครับ คนที่ช่างสังเกตมักจะไม่หยุดอยู่แค่สิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่จะคิดต่อไปว่า ทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น อะไรเป็นสาเหตุ แล้วมันจะนำไปสู่อะไรได้อีกบ้าง การตั้งคำถามลักษณะนี้อาจดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ แต่เมื่อเราฝึกทำซ้ำ ๆ จนถึงจุดหนึ่ง มันจะกลายเป็นความเคยชิน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ทำจนเข้าเส้นนั่นแหละครับ
ในช่วงแรก สมองเราอาจต้องใช้พลังงานในการคิดค่อนข้างมาก เพราะเรายังไม่คุ้นเคยกับกระบวนการเหล่านี้ เราต้องคอยเตือนตัวเองให้สังเกต ต้องพยายามตั้งคำถาม และต้องใช้ความตั้งใจในการเชื่อมโยงข้อมูล แต่เมื่อทำไปเรื่อย ๆ จนเกิดความชำนาญ กระบวนการเหล่านี้จะเริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้นคับ คือ เราไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้คิดทุกขั้นตอนเหมือนในช่วงแรกอีกต่อไป เพราะสมองเริ่มเรียนรู้รูปแบบและสามารถดึงกระบวนการที่เคยฝึกฝนมาใช้ได้อย่างคล่องแคล่วขึ้น (ผมพูดจากประสบการณ์ ไม่ใช่งานวิจัยใดๆ นะครับ ใครจะบอกว่าเราเดาก็ได้นะ แต่เราเขียนจากการสังเกตร่างกายตนเอง)
ยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมติว่าเราเดินผ่านกลุ่มคน 4 คนที่กำลังยืนคุยกันอยู่ แล้วเราตั้งใจฝึกสังเกตว่าแต่ละคนใส่เสื้อสีอะไร กางเกงสีอะไร รองเท้าสีอะไร หรือแต่ละคนกำลังแสดงท่าทางอย่างไร ในช่วงแรกเราอาจต้องใช้ความตั้งใจพอสมควรในการสังเกตรายละเอียดเหล่านี้ แต่ถ้าเราฝึกเป็นประจำ เราจะเริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ได้มากขึ้นโดยไม่ต้องพยายามมากเท่าเดิม
เมื่อฝึกจนเกิดความชำนาญ เวลาเราเดินผ่านกลุ่มคนอื่น ๆ สายตาและความสนใจของเราอาจเริ่มเก็บรายละเอียดเหล่านี้ได้เองโดยอัตโนมัติ เราอาจสังเกตเห็นสีเสื้อผ้า ลักษณะการแต่งตัว หรือความแตกต่างระหว่างบุคคลได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องสั่งตัวเองในหัวทีละขั้นตอนว่า ตอนนี้ต้องดูเสื้อ ต่อไปต้องดูรองเท้า แล้วค่อยดูอย่างอื่น ตามลำดับครับผม
สำหรับผม จุดสำคัญจึงอยู่ที่การฝึกฝนซ้ำ ๆ จนกระบวนการคิดและการสังเกตกลายเป็นความเคยชิน เพราะเมื่อเราฝึกจนเข้าเส้นแล้ว สิ่งที่เคยต้องใช้ความพยายามอย่างมากในช่วงแรก อาจกลายเป็นสิ่งที่เราทำได้อย่างเป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวัน (กระทำเป็นปกตินั่นเอง)
อย่างไรก็ตาม การสังเกตเห็นรายละเอียดได้มากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจความหมายของรายละเอียดเหล่านั้นได้ถูกต้องเสมอไป เราจึงต้องฝึกการคิดวิเคราะห์ควบคู่กันไปด้วย เช่น เมื่อเห็นใครบางคนแต่งตัวแบบหนึ่ง เราอาจตั้งข้อสังเกตได้ แต่ไม่ควรด่วนสรุปบุคลิก นิสัย หรือสถานะของเขาจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว เราต้องรู้จักแยกให้ออกว่าอะไรคือสิ่งที่เราสังเกตเห็นจริง ๆ และอะไรคือสิ่งที่เรากำลังตีความเพิ่มเติมครับ และอย่าลืมว่า การตีความผิดได้เสมอ ต่อให้เราจะฝึกมานานแค่ไหน จงอย่าเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดครับ Don’t trust your brain na kubbb
เมื่อเราฝึกทั้งการสังเกต การตั้งคำถาม และการวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ เราก็จะค่อย ๆ พัฒนาความสามารถในการรับรู้ข้อมูล จับประเด็น และเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ดีขึ้น ซึ่งไอ้ทักษะเหล่านี้เองที่สามารถนำไปต่อยอดกับการคิดในเรื่องที่ซับซ้อนกว่าเดิมได้ครับ
ทีนี้ เมื่อเราเจอสถานการณ์ใหม่ เราก็จะสามารถนำความรู้และประสบการณ์เดิมมาเชื่อมโยงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น แทนที่จะต้องเริ่มต้นทำความเข้าใจทุกอย่างใหม่ตั้งแต่ศูนย์ เราสามารถมองเห็นรูปแบบของปัญหา จับประเด็นสำคัญ และคาดการณ์ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้จากข้อมูลที่มีอยู่
ในทางกลับกันนะคับ หากคนคนหนึ่งแทบไม่เคยฝึกกระบวนการเหล่านี้เลย เขาอาจคุ้นเคยกับการรับข้อมูลแบบตรงไปตรงมา เห็นอะไรก็เข้าใจเพียงเท่าที่เห็น ได้ยินอะไรก็รับรู้เพียงเท่าที่ได้ยิน แต่ไม่ได้ฝึกนำข้อมูลเหล่านั้นมาคิดต่อ ไม่ได้พยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล เมื่อเจอเรื่องที่ต้องใช้การคิดหลายขั้นตอน เขาจึงอาจประมวลผลได้ช้ากว่าคนที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างสม่ำเสมอ
พูดง่าย ๆ ก็คือ คนบางคนไม่ได้ขาดความสามารถในการคิดนะครับ แต่เขาอาจไม่เคยฝึกใช้ความสามารถนั้นอย่างจริงจังมากพอก็ได้ครับ
ผมเองก็เคยเป็นคนที่คิดช้า จับประเด็นไม่ทัน และบางครั้งก็ไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดีเท่าที่ควรเหมือนกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมเริ่มฝึกคิดมากขึ้น พยายามทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ให้ลึกกว่าเดิม ไม่หยุดอยู่แค่คำตอบที่ได้ยิน แต่พยายามคิดต่อว่าเพราะอะไร คำตอบนั้นมีเหตุผลรองรับยังไง และมีอะไรที่เชื่อมโยงกับเรื่องอื่นได้อีกบ้าง…
สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ เมื่อเราฝึกไปเรื่อย ๆ กระบวนการคิดของเรามันจะเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจเรื่องหนึ่ง ก็เริ่มจับประเด็นได้เร็วขึ้น จากเดิมที่มองเห็นข้อมูลเป็นส่วน ๆ ก็เริ่มเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกันได้ดียิ่งขึ้น และจากเดิมที่ต้องรอให้ใครสักคนอธิบายทุกอย่างให้ฟัง เราก็เริ่มสามารถคิดหาคำตอบด้วยตัวเองได้มากขึ้น คือผมไม่ได้บอกว่าตัวเองจะเก่งนะครับ แต่พอเราฝึก มันก็ดีขึ้นกว่าเดิมมากก อย่างน้อย กูคุยกับคนอื่นพอรู้เรื่องแหละ555+
คือจริงๆ มันก็เหมือนกับการฝึกกล้ามเนื้อครับ ในช่วงแรกเราอาจยกน้ำหนักได้ไม่มาก วิ่งได้ไม่นาน หรือทำอะไรบางอย่างได้ไม่ดีนัก แต่เมื่อเราฝึกอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายก็จะค่อย ๆ ปรับตัวและทำสิ่งเหล่านั้นได้ดีขึ้น กระบวนการคิดก็มีส่วนคล้ายกัน ยิ่งเราได้ฝึกใช้เหตุผล ฝึกตั้งคำถาม ฝึกวิเคราะห์ และฝึกเชื่อมโยงข้อมูล เราก็ยิ่งมีโอกาสพัฒนาทักษะเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้น..
แน่นอนว่าแต่ละคนมีพื้นฐาน ประสบการณ์ สภาพแวดล้อม และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ความเร็วในการคิดจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนเพียงอย่างเดียว และการอ่านหนังสือมากก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนคิดเป็นเสมอไป เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ปริมาณข้อมูลที่เราได้รับ แต่คือวิธีที่เรานำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ด้วย
บางคนอ่านหนังสือเยอะ แต่ไม่เคยตั้งคำถามกับสิ่งที่อ่าน บางคนมีข้อมูลมากมาย แต่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือความคิดเห็น หรืออะไรคือข้อสรุปที่มีเหตุผลรองรับ ในทางกลับกัน บางคนอาจไม่ได้อ่านหนังสือมากนัก แต่เป็นคนช่างสังเกต รู้จักตั้งคำถาม และพยายามทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล คนเหล่านี้ก็สามารถพัฒนากระบวนการคิดได้เช่นเดียวกันคับ
เพราะฉะนั้น สำหรับผม การฝึกคิดจึงไม่ใช่เพียงการพยายามคิดให้เร็วขึ้น แต่เป็นการฝึกให้ตัวเองคิดได้ดีขึ้นด้วย รู้จักจับประเด็น แยกแยะข้อมูล มองเห็นความสัมพันธ์ของเหตุและผล ตรวจสอบข้อสรุปของตัวเอง และกล้าที่จะเปลี่ยนความคิดเมื่อพบว่ามีเหตุผลที่ดีกว่ามารองรับ
ทีนี้ เมื่อเรากลับมามองคนที่กำลังคิดไม่ทันเรา ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ควรระวังก็คือ การเอาความเร็วในการคิดของตัวเองไปเป็นมาตรฐานตัดสินความสามารถของคนอื่นทั้งหมด เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า คนตรงหน้าผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้าง เขาได้รับการฝึกฝนให้คิดแบบไหน หรือเขาอาจกำลังขาดความรู้พื้นฐานบางอย่างที่เรามีอยู่แล้วก็ได้ เช่นบางคนเค้าไม่ได้เรียนหนังสือตั้งแต่เด็กๆ หรือได้รับการศึกษาที่ไม่ดีก็อาจจะทำให้เค้าขาดความรู้พื้นฐานบางอย่างที่จำเป็นต้องใช้ในการคิดในเรื่องนั้นๆ ได้คับ
ผมไม่ได้หมายความว่าเราต้องอดทนกับทุกคนในทุกสถานการณ์ หรือห้ามรู้สึกหงุดหงิดเวลาสื่อสารกันไม่รู้เรื่องนะครับ เพราะความหงุดหงิดเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ มันจะมาก็มา มันจะไปก็ไป
แต่ผมคิดว่าเราสามารถเลือกได้ว่าจะปล่อยให้ความหงุดหงิดนั้นกลายเป็นการดูถูกคนอื่น หรือจะใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้การสื่อสารครั้งนี้ไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง
บางครั้งปัญหาอาจอยู่ที่อีกฝ่ายยังจับประเด็นไม่ทัน แต่บางครั้งก็อาจเป็นเพราะเราอธิบายข้ามขั้นตอนมากเกินไป ใช้คำศัพท์ที่อีกฝ่ายไม่คุ้นเคย หรือคิดไปไกลจนลืมไปว่าคนฟังยังไม่ได้มีข้อมูลเท่ากับเรา การสื่อสารจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนฟังว่าจะเข้าใจได้เร็วแค่ไหน แต่ยังเป็นเรื่องของคนพูดด้วยว่าจะถ่ายทอดความคิดของตัวเองอย่างไรให้คนๆ นั้น ตามทัน
สำคัญคือ สื่อสารให้เหมาะสมกับคนฟังด้วยนะเว้ย!
พอละ ไปสรุปต่อเอาเองนะ อยากเขียนแค่นี้ จบ … .
==เมื่อเข้าใจ จึงเมตตา คนเราเกลียดกันเพราะความไม่รู้ สาธุคับ==