The Rare Luxury: เมื่อความภักดีและความสงบกลายเป็นสิ่งล้ำค่าในโลกทุนนิยม
เขียนไปเรื่อย เมื่ออยากเขียน บันทึกไว้เป็นไดอารี่ :P อีเมล : aun@deepbeepmynd.com

ในโลกทุนนิยมที่ต่างคนต่างแก่งแย่งทรัพยากร ทรัพยากรเหล่านี้ไม่ได้ถูกกระจายอย่างเท่าเทียมกัน หากแต่สามารถสะสมและส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งได้
คนที่เกิดมาในครอบครัวที่มีทรัพยากรมากก็อาจเหนื่อยน้อยหน่อย ส่วนคนที่เกิดมาในครอบครัวที่มีทรัพยากรน้อยก็อาจต้องเหนื่อยมากหน่อย
เราจะเห็นได้ว่า จุดเริ่มต้นของชีวิตคนเราไม่เคยเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง บางคนเกิดมาพร้อมกับต้นทุนที่ช่วยให้พวกเขามีทางเลือกมากมาย ขณะที่บางคนต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับการสร้างต้นทุนเหล่านั้นขึ้นมาด้วยตัวเองเสียก่อน และในหลายครั้ง ต่อให้พยายามมากแค่ไหน ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจยังไม่เท่ากับคนที่มีต้นทุนดีกว่าตั้งแต่แรกครับ
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ข้ออ้างอะไรหรอกนะครับ เพราะต่อให้เราบ่นไป สุดท้ายมันก็เท่านั้น ผมเพียงต้องการเขียนเพื่อชี้ให้เห็นภาพความเป็นจริงจากมุมมองส่วนตัว ว่าโลกที่เราอาศัยอยู่มีโครงสร้างและเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้คนเราเริ่มต้นจากจุดที่แตกต่างกัน
เมื่อมันเป็นแบบนี้ ผู้คนจึงต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สถานะทางสังคม และการยอมรับจากคนรอบข้าง เราถูกผลักดันให้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทำงานให้หนักขึ้น แข่งขันให้เก่งขึ้น และสะสมทรัพยากรให้มากขึ้น เพราะในโลกที่ผู้คนต่างให้คุณค่ากับผู้ที่มีทรัพยากร ยิ่งใครมีมาก คนนั้นก็มักจะยิ่งได้รับการยอมรับมากตามไปด้วย
แต่ท่ามกลางการแข่งขันในโลกทุนนิยม ผมกลับคิดว่า มันก็มีสิ่งสำคัญบางอย่างที่เรามักมองข้ามไป
นั่นคือ ความภักดีและความสงบภายในใจ
ผมขอเริ่มจากความภักดีก่อนก็แล้วกัน
ในโลกที่ผู้คนต่างมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกันอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จะมีสักกี่คนที่สามารถมอบความภักดีให้แก่ใครคนหนึ่งได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นความภักดีที่ลูกน้องมีต่อเจ้านาย เพื่อนมีต่อเพื่อน สามีมีต่อภรรยา หรือแม้แต่สุนัขที่มีต่อเจ้าของ..
ไม่ว่าเราจะมองความสัมพันธ์เหล่านี้ในมิติไหน ผู้ที่ได้รับความภักดีก็นับว่าได้รับสิ่งล้ำค่าบางอย่าง เพราะความภักดีไม่ได้หมายถึง แค่ว่าการที่ใครคนหนึ่งยังอยู่ตรงนั้น แต่ยังหมายถึงการที่เขายังคงให้คุณค่ากับความสัมพันธ์นั้น แม้ในวันที่เขาอาจมีทางเลือกอื่น (ถ้ายังไม่มีทางเลือกอื่น ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ แม้จะภักดีจริงๆ)
เช่น คู่หญิงชายที่คบกัน แต่พอวันหนึ่งมีผู้ชายอีกคนที่ดีกว่าทุกอย่างเข้ามาจีบ และผู้หญิงคนนี้ไม่ยอมเลิกกับผู้ชายคนเดิมทั้งที่รู้ว่าอีกคนดีกว่าแน่นอน (ตามตัวอย่างนี้คือ ดีกว่าแน่นอน)
นี่แหละ คือความภักดีที่ผู้หญิงมีต่อผู้ชายคนหนึ่ง ..
ผู้อ่านคิดว่า คนที่เจอคู่ชีวิตที่ภักดี มันเป็นของ แรร์ ไหมล่ะ? 55555555+
แต่เราคงต้องย้อนกลับมาถามกันก่อนว่า การที่คนคนหนึ่งมอบความภักดีให้แก่คนอีกคนหนึ่งนั้น เกิดจากอะไร?
ส่วนตัวผมคิดว่า จุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งอาจมาจากการได้รับความช่วยเหลือจากใครสักคน หรืออาจเกิดจากค่านิยมที่หล่อหลอมให้เกิดความเชื่อบางอย่าง เช่น ลูกต้องเชื่อฟังพ่อแม่, ความซื่อสัตย์ .. คือเรื่องนี้มันต้องแยก topic ไปอีกที จะเขียนยกตัวอย่างทั้งหมดมันเยอะมาก…
หรือ ลองนึกถึงสุนัขตัวหนึ่งที่ได้รับอาหารจากเรา มันอาจเริ่มต้นจากการที่เราให้อาหารมันในวันที่มันหิว หรือในวันที่มันต้องการความช่วยเหลือ และเมื่อเวลาผ่านไป ความคุ้นเคย ความไว้วางใจ และความผูกพันก็อาจก่อตัวขึ้น
หรือในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เราอาจเคยได้รับความช่วยเหลือจากใครบางคนในช่วงเวลาที่ชีวิตยากลำบาก เป็นช่วงเวลาที่คนอื่นอาจเลือกเดินผ่านไป แต่คนคนนี้กลับยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเรา เหตุการณ์นั้นอาจกลายเป็นความทรงจำที่ฝังอยู่ในใจ จนเรายังคงจดจำและให้คุณค่ากับคนคนนั้นไปอีกนาน
แน่นอนว่า ผู้ที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ย่อมต้องมีทรัพยากรบางอย่างอยู่ในมือ ทรัพยากรนั้นอาจเป็นเงินทอง อำนาจ ความรู้ ความสามารถ เวลา หรือแม้แต่ความเมตตาที่มอบให้ในเวลาที่เหมาะสมครับ
สิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนสถานะของคนคนหนึ่งจากคนแปลกหน้าให้กลายเป็นบุคคลที่มีความหมายต่อชีวิตของใครอีกคนได้เลยนะครับ
และผมคิดว่านี่แหละคือสิ่งที่น่าสนใจ
ความภักดีอาจเริ่มต้นจากผลประโยชน์ แต่ไม่ได้หมายความว่าความภักดีจะต้องจบลงเมื่อผลประโยชน์หมดไป ..แม่งคมว่ะ!
ในช่วงแรก ความสัมพันธ์อาจเกิดขึ้นเพราะฝ่ายหนึ่งมีบางสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ คนหนึ่งให้ความช่วยเหลือ ส่วนอีกคนได้รับประโยชน์ แต่เมื่อความช่วยเหลือนั้นมีความหมายมากพอ มันอาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนอีกต่อไป หากกลายเป็นความซาบซึ้ง ความผูกพัน และความรู้สึกที่อยากตอบแทนสิ่งดี ๆ ที่เคยได้รับ
พูดอีกอย่างก็คือ ในตอนแรกเราอาจจดจำใครสักคนเพราะสิ่งที่เขามอบให้ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ความจริงใจหรืออะไรก็ตามที่ทำให้เรารู้สึกดีหรือได้รับประโยชน์ทั้งทางกายหรือทางใจ แต่หลังจากนั้น เราอาจยังคงจดจำเขา แม้สิ่งที่เขาเคยมอบให้จะไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้วก็ตามครับ
นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของความภักดี
เพราะหากเรามองทุกอย่างผ่านกรอบของการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ เราอาจคาดหวังว่าการให้ประโยชน์ครั้งหนึ่งจะนำไปสู่การตอบแทนเพียงครั้งหนึ่ง หรือหากต้องการรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ เราก็ต้องคอยมอบผลประโยชน์ให้กันอย่างต่อเนื่อง
แต่ความภักดี มันจะดำรงอยู่ได้นานกว่านั้นนะครับ
คนคนหนึ่งอาจเคยช่วยเหลือเราเพียงครั้งเดียว แต่สิ่งที่เขาทำกลับมีความหมายมากพอที่จะทำให้เราไม่ลืมเขาไปตลอดชีวิต เราอาจไม่สามารถตอบแทนเขาได้อย่างเท่าเทียม และเขาเองก็อาจไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดจากเราอีกเลยด้วยซ้ำ
ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกที่เรามีต่อเขาก็ยังคงอยู่ตลอดไปจนตาย
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกความช่วยเหลือจะนำไปสู่ความภักดี และไม่ใช่ทุกความภักดีจะเกิดจากการได้รับผลประโยชน์ บางครั้งมันเกิดจากความรัก ความเชื่อมั่น อุดมการณ์ หรือการที่ใครคนหนึ่งปฏิบัติต่อเราอย่างมีศักดิ์ศรีมาโดยตลอด
เช่น ทาสภักดีต่อเจ้านาย -> อุดมการณ์ ที่ถูกรัฐในยุคนั้นโฆษณาชวนเชื่อว่า ถ้าแกหักหลังเจ้านาย แกจะตกนรกนะ แกเกิดมาเพื่อนเป็นทาส.. อะไรก็ว่าไป หรือ ลูกภักดีต่อพ่อแม่ -> เป็นไปได้ทั้งอุดมการณ์ ที่ถูกปลูกฝังผ่านเลนส์ของศาสนา หรือ อาจจะเกิดจากการที่พ่อแม่เลี้ยงดูลูกดี และลูกรู้สึกแบบนั้น จึงภักดีต่อพ่อแม่ ก็ได้
จากตัวอย่างด้านบนจะเห็นได้ว่า มันเกิดได้หลายมิติเลยแหละครับ..
แต่ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้ความภักดีมีคุณค่า คือการที่มันไม่สามารถอธิบายได้ด้วยผลประโยชน์ในปัจจุบันเพียงอย่างเดียวครับ
เพราะถ้าคนคนหนึ่งยังเลือกที่จะอยู่เคียงข้างเรา ทั้งที่เขาไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ และถ้าเขาไปจากเรา เขาอาจได้รับประโยชน์มากกว่า.. นี่แหละคือความภักดีที่ผมบอกว่าโคตรจะ แรร์ เลย ซึ่งสิ่งที่เขามอบให้เราย่อมมีความหมายมากกว่าการแลกเปลี่ยนธรรมดา [มอบให้เรา คือ ความภักดี]
และในโลกที่ทุกความสัมพันธ์อาจถูกตั้งคำถามว่า ใครได้อะไรจากใคร หรือ การมีใครสักคนที่เราไม่จำเป็นต้องคอยคำนวณผลประโยชน์ระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากกก!!
ต่อมา เรื่องความสงบภายในใจ…
ในขณะที่เราต่างพยายามสะสมทรัพยากรเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต อีกสิ่งหนึ่งที่อาจค่อย ๆ เลือนหายไปก็คือความสามารถในการอยู่อย่างสงบกับตัวเอง
เมื่อเราอยู่ในสังคมที่ผู้คนแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา เราก็อาจเผลอใช้ชีวิตไปกับการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ใครมีบ้านใหญ่กว่า ใครมีรถราคาแพงกว่า ใครประสบความสำเร็จเร็วกว่า หรือใครเดินทางไปได้ไกลกว่า
แม้การมีทรัพยากรมากขึ้นจะช่วยให้ชีวิตมีความมั่นคงและเปิดโอกาสให้เราได้มากขึ้น แต่หากเราใช้ชีวิตโดยต้องคอยเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นอยู่เสมอ เราก็อาจไม่มีวันรู้สึกว่าตัวเองมีมากพอ เพราะมันจะมีคนที่เก่งกว่า หล่อกว่า สวยกว่า มีความสุขกว่า หรือมีอะไรบางอย่างมากกว่าเราอยู่เสมอ
กล่าวคือ ทันทีที่เราไปถึงจุดหนึ่ง ก็จะมีใครอีกคนอยู่ในจุดที่สูงกว่าเราเสมอครับ :D
หากความสุขของเราขึ้นอยู่กับการเอาชนะคนอื่น ความสุขนั้นก็อาจไม่มีวันมั่นคงอย่างแท้จริง เพราะเราต้องพึ่งพาสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
สำหรับผม ความสงบภายในใจจึงไม่ได้หมายถึงการเลิกแข่งขัน, การไม่ต้องการความสำเร็จ หรือปฏิเสธการมีทรัพยากร แต่หมายถึงการที่เราสามารถดำเนินชีวิตของตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้การแข่งขันเป็นตัวกำหนดคุณค่าทั้งหมดของชีวิต
คือผมอยากจะบอกว่า มึงหัดแพ้บ้างก็ได้ไอสัด หัดเป็นคนกาก ๆ บ้างก็ได้ หัดเป็นคนโง่กว่าคนอื่นบ้างก็ได้
มึงไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จก่อนใคร และไม่จำเป็นต้องเอาชนะทุกคนเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีคุณค่า
เราไม่จำเป็นต้องเก่งกว่าคนอื่นเพื่ออนุญาตให้ตัวเองมีความสุข และเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ใคร ๆ ยอมรับเพื่อที่จะรู้สึกดีกับตัวเองได้
เรายังสามารถทะเยอทะยานได้ โดยที่เราไม่ต้องเกลียดตัวเองในวันที่ยังไปไม่ถึงเป้าหมาย เรายังสามารถต้องการความมั่งคั่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องดูถูกคนที่มีน้อยกว่า และเรายังสามารถชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่นได้ โดยไม่รู้สึกว่าความสำเร็จของเขาทำให้คุณค่าของเราลดลงครับ
บางที นี่อาจเป็นความมั่งคั่งอีกรูปแบบหนึ่งที่เราไม่ค่อยพูดถึงกัน นั่นคือ ความสงบภายในใจ
เพราะการมีทรัพยากรมากพอที่จะใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การมีจิตใจที่ไม่ถูกครอบงำด้วยความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นหรือต้องชนะคนอื่นในบางอย่าง ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน
และคำว่าด้อยกว่าในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง การมีเงินหรือทรัพย์สินน้อยกว่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่หล่อ ไม่สวย ไม่หุ่นดี ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีความสุข หรือไม่มีคุณค่าเท่ากับคนอื่นด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว ผมไม่ได้คิดว่าคนเราจำเป็นต้องเลือกระหว่างความสำเร็จกับความสงบ หรือระหว่างการแสวงหาทรัพยากรกับการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี เราสามารถต้องการทั้งสองอย่างได้
เพียงแต่เราอาจต้องระวังไม่ให้การแสวงหาสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งที่พรากทุกสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมายไปจากเรา เพราะบางครั้ง เราอาจใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่กลับไม่มีเวลาเหลือให้คนที่เรารัก หรือใช้เวลาทั้งชีวิตพิสูจน์ตัวเองต่อสังคม จนลืมไปว่าเราไม่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากทุกคนจึงจะมีคุณค่า
และเมื่อถึงวันนั้น เราอาจพบว่าตัวเองมีทรัพยากรมากมาย แต่กลับไม่มีความสัมพันธ์ที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย และไม่มีความสงบมากพอที่จะมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมา เช่น พวกพ่อค้ายา พวกทำธุรกิจผิดกฎหมาย คือมันก็มีความสุขในพาร์ทนึง แต่อีกอีกพาร์ทนึงของชีวิต คุณเชื่อผมเถอะ ลึกๆ เข้าไปในใจ มันก็จะมีความปั่นป่วนอยู่แน่นอน
บางที ความหรูหราที่แท้จริงในยุคนี้จึงอาจไม่ใช่การมีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือการมีใครสักคนที่ยังคงภักดีต่อกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีผลประโยชน์มาเป็นเงื่อนไข และการมีพื้นที่ภายในใจที่สงบ จะทำให้เราไม่ต้องเปรียบเทียบบางสิ่งบางอย่างกับใครตลอดเวลาครับ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทรัพยากรอาจช่วยให้เรามีทางเลือกมากขึ้น แต่ไม่ได้รับประกันว่าเราจะมีความสัมพันธ์ที่จริงใจ และความสำเร็จอาจทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่ไม่ได้รับประกันว่าเราจะมีความสุขกับชีวิตที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเสมอไปเว้ย จะให้ดี มันต้องมีทั้งหมดครับ
ต่อมา ผมขอปิดจบละนะ…
ในโลกทุนนิยมที่ผู้คนต่างแสวงหาผลประโยชน์จากกันและกัน
หรือ การมีใครสักคนที่ยังคงภักดีต่อเรา โดยไม่จำเป็นต้องคอยถามว่าจะได้อะไรกลับคืนมาในทุกๆ ครั้ง และการมีจิตใจที่สงบภายใต้โลกทุนนิยมที่มีการเปรียบเทียบและแข่งขันกันตลอดเวลา
สำหรับผม นี่อาจเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดอย่างหนึ่งในยุคนี้
และความภักดี กับ ความสงบ นี่แหละเป็น Rare Luxury ที่แท้จริงของยุคสมัย ไม่ใช่นาฬิกาหรู รถหรู เครื่องบินหรู ครับ
ขอบพระคุณที่อ่านจนจบ