แก่นพุทธง่ายๆ 3 สเตป : เถรวาท อ่านปุ๊บ เคลียร์ ทันที
เขียนไปเรื่อย เมื่ออยากเขียน บันทึกไว้เป็นไดอารี่ :P อีเมล : aun@deepbeepmynd.com
*นิพพานไม่มีภพ ไม่มีสถานที่ ไม่ปรากฎในการเกิด
นิพพานมีอยู่ ไม่ขาดสูญ .. เกิดไม่ปรากฎ เสื่อมไม่ปรากฎ เมื่อตั้งอยู่ ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฎ.
หรือที่พระองค์อธิบายไว้ประมาณว่า สิ่งๆ หนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฎการณ์ที่สิ้นสุด
แต่สามารถปฏิบัติให้เข้าถึงได้โดยรอบ ในสิ่งนั้นไม่มี ดิน น้ำ ไฟ ลม
ไม่มีความกว้าง ยาว เล็ก สั้น ใหญ่
ไม่มีความงามหรือความไม่งาม
นามรูปดับสนิทในสิ่งนั้น เพราะการดับสนิทของวิญญาณ
วิญญาณก็ไม่มี นามรูปก็ไม่มี
: ดังนั้น นิพพานบัญญัติอะไรไม่ได้ *
เมื่ออ่านคำจากด้านบน บางท่านอาจเข้าใจได้ทันที แต่หากจะให้แจ่มแจ้งมากขึ้นนั้น เราต้องอาศัยการปฏิบัติ
ตามสเตปที่ผมทดลองมา ดังนี้
สเตปแรก : ฝึกสมาธิ
สเตปสอง : วิปัสสนา
สเตปสาม : ฟังธรรมระดับลึก
(1) มาสเตปแรกกันก่อน คือ การฝึกสมาธิ
จะเดิน จะยืน จะนั่ง จะอะไร ได้หมด ขอแค่อารมณ์เดียว และที่ง่ายที่สุดคือการอานาปานสติหรือการรู้ลมหายใจที่เข้าออก
โดย ให้หลับตา ทำตัวให้ผ่อนคลายที่สุด แล้วรู้ลมหายใจเข้าออกไปเรื่อยๆ แม้จะมีความคิดอะไรเข้ามาก็ให้กลับมารู้ลมหายใจ เพื่อสร้าง อารมณ์เดียว
จำไว้ว่า อารมณ์เดียว คือหัวใจหลักของสมาธิ และระดับสมาธิ ก็มีหลายระดับ แต่ที่ผมคิดว่า เข้าใจง่ายที่สุด คือการแบ่งตามระดับฌาณ ได้แก่ รูปฌาน 4 กับ อรูปฌาน 4
ไปหาใน Google ได้เลย ว่ารูปฌาณมันเป็นยังไง และอรูปฌาณ มันเป็นยังไง ผมจะไม่อธิบายตามประสบการณ์อย่างละเอียด เพราะเดี๋ยวมันจะมีคนอ่านและเกิดความคิดที่จะแย้งเราภายในใจ เดี๋ยวจะเป็นวิบากต่อกันเปล่าๆ คือผมไม่อยากให้ใจของผู้อ่านเกิดความไม่เห็นด้วยและนำไปสู่ความเศร้าหมอง..
ถ้าฝึกสมาธิจนแข็งจัด แค่เราหลับตา ก็เข้าได้เลย แต่ อรูปฌาณ จะยากหน่อย เพราะความรู้สึกถึงร่างกายมันจะดับ เปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่าย คือ เวลาเราหลับ มีคนมาหยิกเราแรงๆ เราอาจยังไม่รู้สึกในตอนนั้น แต่พอตื่นขึ้นมา เราจึงเจ็บ แต่อรูปฌาณจะต่างกันหน่อย คือ ความรู้สึกถึงร่างกายมันดับไป แต่เรายังรู้ว่าเรากำลังดำรงอยู่และกำลังทำอะไรครับ ถึงขนาดเทียบได้ว่า ถ้าเข้าอรูปฌาณได้ แล้วมีคนเอามีดมากรีด เราก็จะยังไม่รู้สึก แต่ถ้าออกจากอรูปเมื่อไหร่ คือเจ็บทันที ครับ
นี่แหละครับ สเตปแรก คือไม่ต้องดูอะไรมาก แค่หายใจเข้าออกแล้วรู้ตามลมหายใจ
ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันเข้าเอง ข้อดีคือ เวลาโมโหอะไรมา อยากดับความคิด ก็กลับมารู้ลมหายใจ
เมื่อความคิดดับ อารมณ์ก็ดับตาม กลายเป็นรู้ลมหายใจ แทน
หรือเวลาเรายิงปืน แล้วเราเล็งเป้าอย่างจดจ่อ เราจะดับความคิดอื่นไปชั่วขณะ (แม้มันอาจจะไม่ถึง 1 วินาที)
เอาเป็นว่า พิมพ์มาตั้งยาว สรุปคือ สมาธิ มันคือ การจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ผมแนะนำให้จ่อกับลมหายใจก็แล้วกัน เพราะมันจะต่อยอดในการปฏิบัติได้ง่าย และอีกอย่าง เราทุกคนต่างหายใจเป็นพื้นฐานอยู่แล้วครับ
พอเก่งแล้ว ก็ลองเปิดพวกเพลง EDM Blues jazz rock ดูว่ารำคาญไหม เพราะถ้าสมาธิแข็งจริง ต่อให้อยู่ในผับก็นั่งได้ครับ
(2) สเตปสอง วิปัสสนา - จริงๆ แล้ว มันไม่ต้องเรียงก็ได้ครับ แต่ผมจะแนะนำตามสไตล์ผม คือ พอสมาธิเราแข็งแล้ว เราก็เปลี่ยนมาดูการเกิดขึ้นของอารมณ์ตัวเองบ้าง ซึ่งมันก็คือการดูความคิดเรานั่นแหละ กล่าวคือ เราต้องปล่อยให้ความคิดมันฉายออกมาตามปกติเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในแต่ละวัน เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดอารมณ์นั้น ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ในแต่ละสถานการณ์ อารมณ์เราแทบจะไม่คงที่ มันมี เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
คือ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มันใช้ได้กับทุกอย่างเลย แต่ในการปฏิบัติ คือเราต้องดู อารมณ์ ความคิด ว่าอยู่ๆ ความคิดเรื่องนี้มันก็มา แล้วมันก็ตั้งอยู่ แล้วมันก็ไป แล้วมันก็ไปคิดเรื่องใหม่ และวนลูปไปเรื่อยๆ
เราต้องดูมันไปเรื่อยๆ ครับ ดูจนเข้าใจ ดูทุกเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูความคิดตัวเองไป ดูจนเคยชิน
แล้วจนสุดท้ายเราจะเข้าใจว่า เออว่ะ ทุกอย่างมันมีดับ มันบังคับไม่ได้ บางความคิดมันผุดขึ้นมา ทั้งที่เราไม่อยากคิด และมันก็ห้ามไม่ได้ พอมันคิดจบ มันก็หายไป แล้วเรื่องใหม่ก็โผล่มาอีก
.. แล้วถ้าเราทำไปเรื่อยๆ ทำทุกวัน เดี๋ยวจากยึด มันจะค่อยๆ ปล่อยเอง (ปล่อยวาง นั่นเอง)
คั่น 1-2 : ผมอยากจะบอกว่า สมมติเราวิปัสสนา ตามสเตปสอง อยู่ แล้วเราอยากจะดับความคิด เราก็ลองไปรู้ลมหายใจให้เป็นอารมณ์เดียวก็ได้ครับ ถ้าเก่งๆ หรือช่ำชอง เราจะสามารถดับความคิดได้เลยครับ
เหมือนเวลามีเพลงติดหัว เราก็ดับได้ นั่นแหละ
(3) สเตปสาม: ฟังธรรมระดับลึก ผมขอแนะนำ พุทธวจน เลยครับ ซึ่งแม้ว่าจะมีข่าวดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ผมอยากให้ผู้อ่านลองไปฟัง และใช้ปัญญาวิเคราะห์ตาม ผมว่าค่ายนี้ตึงสุด และอธิบายได้เคลียร์มาก สั้น กระชับ สาระสำคัญ ผมต้องยกให้ พุทธวจน เลย และแม้พระอาจารย์คึกฤทธิ์จะโดนกระแสข่าวโจมตีหลายอย่าง ซึ่งผมไม่รู้หรอกว่าท่านเป็นคนอย่างไร แต่ผมขอกราบในมันสมองของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ รวมถึงเหล่าลูกศิษย์เป็นอย่างสูงครับ
แต่ผมก็ฟังมาทุกอาจารย์นะครับ เช่น พระปราโมทย์, เดินจิต, หลวงตาบัว, หลวงพ่อลิงดำ,พระธัมมชโย หลวงปู่เปลี่ยน อีกเยอะ ครับ แต่ถ้าจะเอาแบบ Logic แน่นๆ ก็ขอแนะนำพุทธวจน ครับ เพราะเขาจะมีการตรวจความขัดแย้งระหว่างประโยคหรือบทจากพระไตรปิฏก แบบปรัชญา เลย
**อีกอย่าง อย่าอคติพระท่านใดเลยนะครับ ว่าจะฟังใครหรือไม่ฟังใคร อะไรเป็นความรู้ก็ฟังๆไปเถอะ เดี๋ยวมันตกผลึกเองแหละ **
ไอ่ ข้อ 3 ที่ผมแนะนำ คือมันจะช่วยเพิ่มระดับปัญญาเรามากขึ้น และพอเราไปปฏิบัติ มันอาจทำให้เราไปได้ไวขึ้นครับ
ทั้ง 3 สเตปนี้ ทั้งการฝึกสมาธิ (เพื่อสร้างความสงบ/อารมณ์เดียว) การทำวิปัสสนา (เพื่อเห็นความจริงของการเกิด-ดับ และปล่อยวาง) รวมถึงการฟังธรรมระดับลึก (เพื่อเติมปัญญา) มันเป็นเพียงเครื่องมือ เท่านั้นครับ
เมื่อเราปฏิบัติไปจนถึงจุดหนึ่ง ปัญญาจะค่อยๆ หมุนวนสลัดคืนความยึดมั่นถือมั่นทั้งหมด จนกระทั่งจิตละความยึดถือในนามและรูป ละแม้กระทั่งสภาวะผู้รู้หรือวิญญาณได้โดยสิ้นเชิง… (ผู้รู้คือ เวลาเราวิปัสสนาแล้วเราดูอารมณ์ นั่นแหละเรียกตัวรู้)
ท้ายที่สุด เราจะเข้าใจด้วยตนเอง ว่า สภาวะที่ไม่มีการเกิด ไม่มีการดับ ไม่ปรากฎสถานที่ ฯลฯ นั้น เป็นอย่างไรครับ
ขอให้ทุกคนลองนำไปปฏิบัติดูนะครับ เริ่มจากลมหายใจเข้าออกง่ายๆ ไม่ต้องคิดอะไรให้มากมาย..
สาธุ /\ ครับ